แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ alonetravel แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ alonetravel แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

เที่ยวหน้าฝน ตอน เดินทะลุเมฆ ที่ดอยกิ่วลม อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง


ฝนตก ฝนตก จะไปเที่ยวที่ไหนดีล่ะ ไม่ไปดีกว่าเพราะกลัวเปียกแต่สำหรับผม การเดินทางท่องเที่ยวหน้าฝนช่างเป็นอะไรที่แสนสบาย ที่พักราคาถูก สถานที่ท่องเที่ยวคนไม่เยอะ ไม่ต้องแย่งใครกินไม่ต้องแย่งใครถ่ายรูป โดยเฉพาะรูปวิวที่บางทีเราไม่ต้องการคนเข้ามาอยู่ในภาพเพราะฉะนั้นหน้าฝนนี่ล่ะ เหมาะสุด ต้นไม้เขียว ป่าสวย 














เที่ยวหน้าฝน ตอน  เดินทะลุเมฆ ที่ดอยกิ่วลม อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ก็ตามนั้นเลยล่ะครับ ครั้งแรกที่ผมเคยไปกางเต้นท์นอนที่ห้วยน้ำดังก็เมื่อประมาณปี 2549 เกือบสิบปีมาแล้ว ครั้งนั้นจำได้ว่าเช่ารถมอเตอร์ไซด์จากปายแล้วขี่ย้อนกลับมานอนที่ห้วยน้ำดัง




เมื่อเก้าปีที่แล้วอย่าว่าแต่ห้วยน้ำดังเลยครับ ที่ปายเองคนไทยก็ยังรู้จักน้อยมาก ส่วนมากมีแต่ฝรั่งสะพานประวัติศาสตร์ปายยังไม่มีใครเหลียวแลเลยด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้ร้ายค้าขายของฝากเต็มไปหมด อ่ะ วนกลับมาที่ห้วยน้ำดังกันดีกว่าครับ

ห้วยน้ำดังเป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในเขตของจังหวัดเชียงใหม่ ถ้ามาจากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทาง 107 ต่อด้วย 1095 หรือไปขึ้นรถตู้ที่อาเขตก็ได้ แต่สำหรับคนที่ขึ้นรถตู้ผมแนะนำให้ไปลงที่ปายแล้วเช่ารถเพื่อมาห้วยน้ำดัง เพราะจากทางเข้าไปที่ดอยกิ่วลมประมาณ 6 กิโลเมตร ถ้าเดินคงเสียเวลาเยอะเกินหรือถ้าจะรอโบกรถหน้าฝนก็ลองดูครับ เพราะรถน้อยแน่นอน 

ก่อนเข้าก็ต้องชำระค่าธรรมเนียมตามมารยาทครับ เรทราคา อัตราค่าบริการ สำหรับชาวไทย เด็ก 20 บาท ผู้ใหญ่ 50 บาท ชาวต่างชาติ เด็ก 150 บาท ผู้ใหญ่ 300 บาท ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี เข้าฟรีครับ ค่านำรถเข้าก็เสียด้วยนะครับ อ่อ ผมสงสัยอยู่หนึ่งอย่าง เวลาที่เราไปเที่ยวอุทยานทำไมบัตรถึงไม่เป็นรูป ณ อุทยานนั้นๆ ส่วนมากที่ผมชอบได้คือ อุทยานแห่งชาติเอราวัณบางทีถ้าผมเป็นนักสะสมคงเซ็งเหมือนกัน 




มาครับ กลับมาที่ด่านชำระค่าธรรมเนียม ผมต้องขอชมเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ เพราะช่วงเวลาที่ผมเข้าไปคือประมาณบ่าย 2 โมง ก่อนชำระค่าธรรมเนียม เจ้าหน้าที่ก็แนะนำอย่างดีบอกว่าเข้าไปตอนนี้ด้านบนมีแต่เมฆจะมองอะไรไม่ค่อยเห็น วิวไม่เปิด กลัวเราเสียเงินฟรีแล้วไม่ประทับใจแต่หารู้ไม่ว่า นี่แหละครับ คือสิ่งที่ผมต้องการ เพราะชื่อตอนคือ เดินทะลุเมฆ ที่ดอยกิ่วลม

ระหว่างทางจากด่านเข้าไป ต้นไม้สองข้างทางเขียวชะอุ่มและมีมอสขึ้นตามข้างๆพื้นถนน ดูแล้วคงมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในช่วงนี้น้อยจริงๆ ผมใช้เวลาขับรถไม่นานครับกับระยะทาง 6 กิโลเมตร เพราะไม่มีรถสวนทางมาเลยสักคัน อ่อ การขับรถให้ปลอดภัยในเส้นทางนี้ควรเปิดไฟหน้ารถด้วยนะครับ เพราะทางไม่กว้างมาก อย่างน้อยถ้ามีรถวิ่งสวนทางมาเขาก็จะได้เห็นรถเราแต่ไกล





เมื่อถึงจุดชมวิวกิ่วลม ภาพไม่ค่อยต่างจากเมื่อ 9 ปีที่แล้วมากนักจะต่างก็คือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยมาก ไม่เกิน 20 คนและเมฆที่วิ่งผ่านตัวเราอย่างรวดเร็ว จากระดับความสูงประมาณ 1,700 เมตร ทำให้อากาศที่ดอยกิ่วลมเย็นตลอดหรือถ้าลมพัดมาแรงๆถึงกับหนาวเลยทีเดียว วันที่ผมไป อุณหภูมิอยู่ที่ 17 องศากว่าๆไม่ถึง 18 องศา 
ผมเดินเล่นจนทั่วจุดชมวิวกิ่วลม ตลอดเวลาที่มีลมพัดมาเหมือนกับว่าผมเดินทะลุเมฆ ด้วยละอองน้ำและไอเย็นกระตุ้นให้เราสดชื่นมากเหมือนกับว่าได้รีเซตตัวเองใหม่ ที่ผมบอกว่าเดินทะลุเมฆเพราะว่า เวลาที่เราลงไปที่เมืองปายแล้วมองย้อนขึ้นไปทางห้วยน้ำดัง จะเห็นเมฆปกคลุมอยู่บนนั้นครับ แต่ตองขอบอกว่าบรรยากาศแบบนี้เป็นอะไรที่ผมต้องขวนขวายหาทุกๆปีไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งของประเทศไทย







  




อยากให้ลองมาเที่ยวดูครับแล้วจะรู้ว่าการเที่ยวหน้าฝนไม่ได้ทำให้ความสุขในการท่องเที่ยวของเราลดลง แต่เป็นการเพิ่มมุมมองใหม่ๆในฤดูที่ต่างกัน







วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ถ้ำแก้ว สถานที่ที่น้อยคนนักที่จะได้สัมผัส

บันทึกความทรงจำดีดี กับสถานที่ท่องเที่ยวที่น้อยคนนักที่จะได้สัมผัส ถ้ำแก้ว 



ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2547 หรือเมื่อ 11 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมยังทำงานเป็นพนักงานจ้างที่ อบต.หมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในตอนนั้นได้มีโอกาสรับผิดชอบงานด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว 


เนื่องจาก อบต.หมูสี เป็นพื้นที่ติดกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลาย ๆ แห่งที่น่าสนใจ ผมเลยมีความคิดว่าเราน่าจะทำการออกสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังซ่อนตัวอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ของเรา ให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวโดยทั่วไป จึงชักชวนเพื่อน ๆ ในสำนักงาน ฯ จัดทีมออกสำรวจกัน มีด้วยกันหลาย Trip ครับ ซึ่ง Trip แรก คือ  ถ้ำแก้ว  และผมได้ทำรายงานเสนอผู้บริหารท้องถิ่นเอาไว้ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีใครมองเห็นประโยชน์ของรายงานฉบับนั้น ในไม่ช้ามัน ก็ถูกลืมไป 



แต่โชคดีที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับน้องมี่ ซึ่งเป็นเจ้าของบล็อก Alone Travel ผมเลยได้มีโอกาสเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวให้น้องเค้าฟัง จึงเป็นที่มาของการรีวิวแหล่งท่องเที่ยวชิ้นแรกในชีวิตของผมขึ้น แต่ก็ไม่วายที่จะต้องพบกับอุปสรรค์ เนื่องจากไฟล์ที่ผมเก็บไว้ในแผ่นซีดีที่มีทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เมื่อสิบปีที่แล้ว ได้เสื่อมสภาพไปตามการเวลากับแผ่นซีดีของผมถึงแม้จะเก็บไว้อย่างดีก็ตาม แต่ก็ยังโชคดีที่ยังพอมีบางภาพที่ผมสำรองข้อมูลไว้ในฮาร์ดดิส กับความทรงจำที่ยังสามารถนำมาถ่ายทอดให้กับทุกท่านได้ทราบ 


เกริ่นมาซะยืดยาวเพราะต้องเล่าที่มาที่ไปให้ทุกท่านได้ทราบกันก่อนนะครับว่าบางทีรูปอาจจะน้อยเกินไป ไว้ถ้าท่านใดสนใจก็ขอเชิญไปเที่ยวกันได้นะครับ


ถ้ำแก้ว  ตั้งอยู่ที่ สำนักสงฆ์ถ้ำแก้ว หมู่บ้านเกาะแก้ว หมู่ที่ 14 ถนนสายบ้านบุ่งเตย-คลองดินดำ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 


ทีมสำรวจใช้เวลาในการสำรวจตั้งแต่ 08.00 น. เสร็จอีกทีก็ปาเข้าไป 20.00 น. ความพิเศษของถ้ำแก้วนั้นก็คือเป็นถ้ำใต้ดิน มีด้วยกันนับสิบถ้ำ ความสวยงานของแต่ละถ้ำนั้นมีความแตกต่างกันไปครับ


เมื่อเดินทางไปถึงภายในสำนักสงฆ์ถ้ำแก้ว เราก็แวะไปสักการะพระพุทธรูปบริเวณทางขึ้นกุฏิหลวงพ่อ ซึ่งผมได้มนัสการท่านไว้ก่อนหน้านี้ โดยให้ท่านเป็นผู้นำทาง ถ้าแรกที่หลวงพ่อท่านพาไปก็จะเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้ๆกับที่พักสงฆ์มากที่สุด เป็นถ้ำที่ไม่ลึกมาก ท่านมักเข้ามานั่งวิปัสสนา หลังจากนั้นต้องเดินขึ้นเขาไประหว่างทางก็จะมีหินงอกรูปทรงต่าง ๆ ตามจินตนาการ อาทิ หินรูปเต่า หินนมสาว 



พอเดินขึ้นเขามาได้ระยะทางประมาณ 800 เมตร ก็จะพบกับถ้ำที่สอง บริเวณปากถ้ำค่อนข้างแคบต้องปีนลงไปจะพบกับทางเดินแคบๆ ต้องตะแคงตัวเดินถึงจะผ่านเข้าไปได้ ภายในเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ตรงกลางห้องโถงจะมีหินงอกเป็นลักษณะคล้ายกระทะใบใหญ่ตั้งอยู่กลางห้องเอามือเคาะดูแล้วมีเสียงกังวาลคล้ายระฆัง 

ถ้ำต่อมาจะต้องปีนช่องเขาขึ้นไป ดังนั้นการแต่งกายจึงต้องรัดกุม เนื่องจากท่านจะต้องปีนเขา มุดถ้ำ ดำน้ำ ซึ่งรับรองว่าท่านที่ชื่นชอบกิจกรรมในลักษณะนี้ต้องประทับใจแน่นอนครับ พอปีนเขาขึ้นไปเราก็จะพบกับหุบเขาที่เราต้องปีนลงไปในปากถ้ำอีกทีหนึ่ง ซึ่งเราจะปีนลงไปตามเถาวัลย์ และต้นกวาวเครือขนาดใหญ่ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ภายในถ้ำนี้จะมีความ    ชุ่มชื้นมากเป็นพิเศษ เนื่องจากบริเวณปากถ้ำมีลักษณะเป็นหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากตามเถาวัลย์จะมีตะไคร้น้ำขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก


หลังจากเราปีนขึ้นมาจากปล่องถ้ำแล้ว เราต้องเดินอ้อมลงเข้ากลับไปที่พักสงฆ์ด้านล่าง เพื่อพักรับประทานอาหารมื้อเที่ยง ซึ่งก็ปาเข้าไปประมาณ 14.30 น. แล้ว ในตอนนั้นทุกคนเนื้อตัวมอมแมน และหิวข้าวกันแล้วครับ ซึ่งผมจำได้ว่ามื้อกลางวันมื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดมื้อหนึ่งในชีวิต 


พักได้หนึ่งชั่วโมงเราจึงเดินทางออกสำรวจถ้ำต่อไป เป็นถ้ำที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน คล้ายอุโมงค์น้ำทอดยาวเป็นระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร บริเวณพื้นถ้ำมีความชื้นแฉะตลอดทาง บางช่วงมีน้ำท่วมขังต้องลุยน้ำเข้าไป ในน้ำมีความใส และเย็นมากครับ ที่ประทับใจคือมีฝูงปลาอาศัยอยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ด้วย ผมจึงถามหลวงพ่อว่าทางเดินสุดทางนี้ไปโผล่ที่ไหน ก็ได้รับคำตอบว่าปลายถ้ำแห่งนี้ไปโผล่ที่คลองท้ายหมู่บ้าน ถ้าหน้าฝนก็จะมีน้ำเต็มถ้ำ พอน่าแล้งก็จะมีน้ำอยู่บางช่วง ซึ่งทำให้เราสามารถเดินเข้ามาลึกได้พอสมควร เราเดินลุยน้ำได้สักพักก็รู้สึกว่าเริ่มจะลึกขึ้นเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจไม่ไปต่อ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้น จึงกลับออกมา เพื่อเดินทางสำรวจถ้ำต่อไป คราวนี้เป็นถ้ำหินงอกหินย้อยที่มีความงดงามมากครับ 


แต่เรามากดเหล็กว่าห้ามจับ ห้ามลูบ ห้ามคลำเด็ดขาด เนื่องจากพวกเราอยากให้คงสภาพความเป็นธรรมชาติอย่างที่มันควรจะเป็น เราเอาแค่ความทรงจำดีดีกลับไปก็เพียงพอแล้วครับ แต่ผมว่าถ้ำนี้เป็นถ้ำที่โหดสุดครับ เพราะเพราะบางช่วงต้องมุดเข้าไปในลักษณะคลานราบซะเป็นส่วนใหญ่จนผมเริ่มรู้สึกว่ามุดต่อไม่ไหวแล้ว แต่พอได้ยินเสียงจากเพื่อน ๆ ตะโกนออกมาว่าถ้ำมีความสวยงามมาก มันก็ทำให้เราอยากไปต่อ เลยมุคลานต่อไป ซึ่งกะระยะคร่าว ๆ ก็น่าจะประมาณสัก 10 -15 เมตร แต่ผมตัวอ้วนกลมจึงเป็นอุปสรรคกว่าเพื่อน ต้องคลานราบปากแทบติดพื้นถ้ำ เพื่อน ๆ ก็เชียว่าอีกนิดเดียว นึกในใจมันทำไมหลายนิดจัง จนผ่านเข้าไปได้ ข้างในเป็นห้องไม่ใหญ่มากครับ แต่ก็เพียงพอที่เราสามารถที่จะลุกขึ้นนั่งได้ ด้วยความสวยงามจากหินงอกหินย้อยมันช่างทำให้เราเพลิดเพลินเหลือเกิน จนทำให้เราลืมความเหน็ดเหนื่อยไปโดยสิ้นเชิง เราใช้เวลาอยู่ในห้องนี้นานพอสมควรครับ เนื่องจากต้องการเก็บภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะทางเข้ามาแสนจะทรหดเหลือเกิน 


เราออกมาจากถ้ำสุดท้าย ต้องตกใจเมื่อมองดูนาฬิกา ที่ปาเข้าไปร่วม 2 ทุ่มแล้วครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วหลวงพ่อท่านบอกว่ายังเหลืออีกหลายถ้ำ แต่ด้วยเวลาอันสมควรบวกกับร่างกายของเราที่เริ่มรู้สึกว่าอ่อนเพลียกันเต็มที จึงลงความเห็นกันว่าคงสิ้นสุดการสำรวจแค่ประมาณ 8 ถ้ำ จากทั้งหมดสิบกว่าถ้ำ เวลากับความทรงจำทั้งหมดที่นำมารีวิวครั้งนี้อาจขาดรายละเอียดไปบ้างนะครับ อย่างเช่นชื่อของถ้ำแต่ละถ้ำ ซึ่งผมจำไม่ได้จริง ๆ  



สุดท้ายก็หวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์จากรีวิวครั้งนี้บ้างนะครับ ขอขอบคุณเพื่อน ๆ คณะสำรวจทุกคน ขอกราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพ 




วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

เย้ หยุดยาว 1 ถึง 5 พฤษภาคม 2558


ครม.ไฟเขียว เพิ่ม 4 พ.ค. 58 เป็นวันหยุดราชการเพิ่ม ตามที่ ก.ท่องเที่ยวฯเสนอ เพื่อให้เดือน พ.ค. มีวันหยุดยาว 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ค. หวังกระตุ้นท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวาระการประชุม ครม. ที่น่าสนใจในวันนี้ อยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเสนอเพิ่มวันหยุดราชการในวันที่ 4 พ.ค. เพื่อให้เป็นวันหยุดยาว หวังกระตุ้นการท่องเที่ยว

โดยล่าสุด มีรายงานว่า ที่ประชุม ครม. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอ ให้วันที่ 4 พ.ค. 2558 เป็นวันหยุดราชการพิเศษ อีก 1 วัน ส่งผลให้เดือน พ.ค. มีวันหยุดยาว 5 วัน คือ วันที่ 1 พ.ค. วันแรงงานแห่งชาติ, วันที่ 2-3 พ.ค. ตรงกับวันเสาร์และอาทิตย์ และวันที่ 5 พ.ค. วันฉัตรมงคล

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

แตะขอบฟ้าหน้าฝน ที่ดอยอินทนนท์

แตะขอบฟ้าหน้าฝน ที่ดอยอินทนนท์

       ผมเชื่อว่าหลายต่อหลายคน พอพูดถึงหน้าฝนแทบจะไม่อยากเดินทางไปไหน ถึงแม้ว่าจะออกไปเที่ยวก็ตาม แต่สำหรับผม หน้าฝนคือช่วงที่น่าเที่ยวมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง ตั้งแต่เรื่องอากาศที่เย็นชุ่มชื่น มองไปทางไหนระหว่างเดินทางก็เขียวขจี เย็นสบายตา ไม่ต้องแย่งกิน แย่งเที่ยว แย่งพัก 



       เมื่อเห็นข้อดีแบบนี้ก็ถึงเวลาที่จะเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วออกเดินทาง ซึ่งทริปนี้คือ อุทยานเเห่งชาติดอยอินทนนท์ จากความสงสัยที่ว่า หน้าฝน บนดอยสูง ฝนจะตกไหม ว่าแล้วก็ไปพร้อมกันเลยครับ

นาขั้นบันไดบ้านแม่กลางหลวง

       หลังจากขับรถออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ ก็มุ่งหน้าสู่อำเภอจอมทอง จากนั้นก็ขับตรงขึ้นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หลังจากที่ผ่านด่านของอุทยานก็ต้องชำระค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานซึ่งคิดเป็นจำนวนคนและประเภทรถที่นำเข้า เมื่อขับตามทางมาไม่นานนัก ก็ต้องขอแวะเสพบรรยากาศของนาขั้นบันได ที่บ้านแม่กลางหลวง แต่ว่าไม่ได้ลงไปที่หมู่บ้าน เนื่องจากเป้าหมายจริงๆอยู่ที่ยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งตอนนั้นเวลาประมาณ บ่ายโมง 

นาขั้นบันไดบ้านแม่กลางหลวง

แวะถ่ายรูป


       เมื่อเดินทางออกมาหลังจากแวะถ่ายรูปที่แม่กลางหลวงก็ขับรถตามทางมาเรื่อยๆ ทางระหว่างขึ้นดอยลาดชันเพราะฉะนั้นต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ค่อนข้างมาก ที่สำคัญต้องใช้เกียร์ต่ำทั้งขึ้นและลง 
ถึงยอดดอยอินทนนท์
    ขับรถเปิดกระจกสัมผัสอากาศเย็นได้ไม่นานนัก ก็ถึงยอดดอยเป็นที่เรียบร้อย ลมด้านบนแรงมากบวกกับอากาศที่เย็นทำให้สดชื่นมากเลยทีเดียว ตลอดเวลาที่อยู่บนดอยไม่เจอฝนเลยครับ แต่ที่เจอคือเมฆวิ่งผ่านตัว

จุดหมุดกรมแผนที่ทหาร หลักฐานยืนยันสูงสุดแดนสยาม

หมุดกรมแผนที่ทหาร

ด้วยความที่เป็นหน้าฝนคนเที่ยวน้อย มอสเลยได้มีโอกาสแทรกตัวตามพื้น

ดอกไม้บนดอย

ดอกไม้บนดอย

ชอบมุมนี้ เหมือนอุโมงค์ต้นไม้

สูงสุดแดนสยาม

      


       ความสวยงามของการเที่ยวหน้าฝน กับอากาศที่สดชื่น ผู้คนน้อยไม่วุ่นวาย ทำให้ได้ภาพบรรยากาศที่ไม่ค่อยมีคน ได้ภาพบรรยากาศที่สบายตาโดยไม่ต้องรอจังหวะมากมายนัก












เกือบได้แตะขอบฟ้า ที่แน่ๆคือมาเหนือเมฆ



      ขาลงดอยขอแวะเที่ยวชมวิวอีกสักนิด เพราะต้องขอบอกเลยว่าหลงใหลกับอากาศเย็นบนดอยมาก

















     ขาลงพอขับรถมาเรื่อยๆ เลยตลาดแม้วข้างทางมานิดหน่อย มองไปเห็นต้นพลับที่มีลูกเต็มต้น เลยแวะซื้อชิมสักหน่อย ราคาสบายๆถุงละ25-30บาทแบบปลอกเปลือกและหั่น ส่วนถ้าจะซื้อถุงใหญ่เป็น 5-10 กิโลก็มีขายเช่นกัน

สาลี่ดอย

ต้นพลับ

ลูกพลับสดจากต้น

       สรุปการเดินทางเที่ยวดอยอินทนนท์หน้าฝน ผมว่าอากาศดีและคนน้อย ได้เห็นมุมที่แตกต่างจากที่เราเคยเห็นในหน้าหนาว ถ้ามีโอกาสผมอยากให้ลองไปเที่ยวดอยอินทนนท์หน้าฝนสักครั้ง แล้วจะชอบแน่นอน