วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บุกวังน้ำเขียว เที่ยวทุ่งบัวแดง ลุยแหล่งผ้าไหมไทย โคราชรอบเดียวเที่ยว 4 ที่

บุกวังน้ำเขียว เที่ยวทุ่งบัวแดง ลุยแหล่งผ้าไหมไทย โคราชรอบเดียวเที่ยว 4 ที่


เมื่อล้อรถบดลงบนถนน วงล้อเคลื่อนตัวสู่การท่องเที่ยวไปยังภาคอีสาน หลายคนนักเดินทางคงจะคุ้นชินกับการเดินทางผ่านจังหวัดนครราชสีมา หรืออาจเรียกกันว่า โคราช ในการสัญจรไปยังจังหวัดอื่นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และที่นี่ก็นับเป็นจังหวัดใหญ่ที่นักเดินทางมักจะแวะเวียนระหว่างทาง เพราะด้วยความเจริญและแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่เชิญชวนให้หลายคนได้หยุดพักเพื่อสัญจรต่อไป

ซึ่งนอกจากหลายคนจะคุ้นชินกับการท่องเที่ยวในเมือง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หรือแม้แต่ปากช่องอันแสนคุ้นเคยแล้ว จังหวัดนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่รอพวกคุณไปค้นหาเพิ่มเติมกันอีกเพียบ และเชื่อเลยว่าครั้งต่อไปที่คุณได้ไปเยือนจังหวัดแห่งนี้ คุณอาจได้ไปแวะเวียนยังสถานที่เหล่านี้ 

เส้นทางในฝัน นักปั่นสูดอากาศแห่งดินแดนกระทิง 
หากคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางสัมผัสธรรมชาติ และเป็นผู้ที่หลงใหลในการปั่นจักรยานท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นผ่อนคลายแล้วล่ะก็ บ้านสันกำแพงแห่งตำบลวังหมีที่วังน้ำเขียวน่าจะเป็นอีกสถานที่ที่คุณจะต้องไปเยือน เพราะความร่มรื่นที่เป็นต้นทุนของพื้นที่นี้จะช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายกับการเดินทางครั้งนี้

ซึ่งการเดินทางก็ไม่ยากเริ่มจากคุณเดินทางมายังทางหลวงหมายเลข 2 เข้าสู่ ถนนธนะรัชต์ ในเส้นทางหมายเลข 2090 และเชื่อมต่อไปถึงถนนหมายเลข 3052 ก็จะไปถึงอ่างเก็บน้ำบ้านสันกำแพงที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณจะเปลี่ยนสองล้อคู่ใจมาปั่นเพื่อสูดอากาศสดชื่น เพราะชุมชนที่ช่วยกันสรรค์สร้างที่นี่ เพื่อรองรับคนที่หลงใหลในการปั่นจักรยานด้วยการสร้างเส้นทางที่พวกคุณ ต้องไปร่วมเดินทางหาคำตอบ เพราะตลอดเส้นทาง จะเป็นทางเลียบเขื่อนลำพระเพลิงและกลายเป็นสถานที่ที่ใช้รองรับนักปั่นจักรยานของจังหวัดไปแล้ว 

ความสดชื่นที่ได้รับการขนานนามว่า สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน น่าจะช่วยให้คุณได้ค้นพบความงาม รวมถึงยังมีสถานที่เช็คอินเก๋ ๆ มากมายชนิดที่ยังเก็บโทรศัพท์มือถือได้ไม่นาน ต้องหยิบมาถ่ายอีกบ่อย ๆ ซึ่งที่นี่ก็ยังมีจุดพักให้ผู้ที่หลงใหลธรรมชาติได้มากางเต็นท์นอนกันได้ที่ศูนย์บำรุงทางหลวงชนบทวังน้ำเขียวที่คุณอาจได้พบกับช้างป่าลงมาทักทาย รวมถึงกระทิงป่าที่นับเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่แถบนี้ด้วย เพราะทิวทัศน์ด้านหลังของที่นี่ก็คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั่นเอง รวมถึงยังมีโฮมสเตย์คอยต้อนรับสำหรับนักเดินทางที่อยากประหยัดค่าใช้จ่ายกันด้วย และด้วยความสมบูรณ์ของที่นี่จึงทำให้ของกินจึงมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งคุณอาจลองไปเยี่ยมชมสวนแม่หม่อน สวนมัลเบอร์รี่ขนาดใหญ่ที่คุณจะได้เก็บผลสด ๆ ไปกินกันชนิดที่คว้าตะกร้าเข้าไปเด็ดกันเลยทีเดียว หรือจะแวะรับประทานพุทรานมสดอันเลื่องชื่อก็ไม่เสียเที่ยวเลยทีเดียว 


ถนนเลียบอ่างเก็บน้ำบ้านสันกำแพง

เส้นทางนักปั่นที่รอคอยนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกีฬาสองล้อมาสูดอากาศดี ๆ 
หน้าศูนย์บำรุงทางหลวงชนบทวังน้ำเขียว

โฮโซนบริสุทธิ์ที่ได้รับการขนานนามว่า สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน

ลานกางเต็นท์

สวนมัลเบอร์รี่ สวนแม่หม่อน ของดีของชุมชน

ผลมัลเบอร์รี่ สดจริงเด็ดผลสุกงอมจากต้นใส่ตะกร้า

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผลมัลเบอร์รี่

พุทรานมสด ความอร่อยที่ทำมากกว่า 12 ปีด้วยขั้นตอนที่พิถีพิถัน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี

นั่งชิลโรงคั่วกาแฟ เติมพลังด้วยเมล่อนสไตล์ญี่ปุ่น เก็บตะวันที่ทับลาน
เมื่อดื่มด่ำให้ฉ่ำหัวใจ นักเดินทางสามารถเคลื่อนตัวมายังถนนหมายเลข 3052 กันต่อได้ที่บ้านไทยสามัคคี และเชื่อได้เลยว่าคุณจะห้ามใจตัวเองไม่ไหวที่จะไม่ถ่ายรูปในพื้นที่แห่งนี้เลย เพราะด้วยสถานที่ในบริเวณบ้านไทยสามัคคีแห่งนี้ถูกตกแต่งอย่างมีสไตล์ให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสและเช็กอินให้ฟินเฟ่อร์กันไป 

เริ่มจากไปยังผาเก็บตะวันที่ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่ผู้มาเยือนหลายคนต้องขึ้นไปถ่ายรูปกันสักครั้ง เพราะพื้นที่ที่ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็น มรดกโลก แห่งนี้มีความสมบูรณ์อันแสนสวยงามที่คุณได้ขึ้นไปสูดอากาศบริสุทธิ์กันแบบเต็มปอดเลยทีเดียว ซึ่งตลอดทั้งวันก็จะนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยียนกันแบบไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่นักสัญจรจะมากหน่อย 

พอดื่มด่ำกับแสงอุ่น ๆ ที่ผาเก็บตะวันกันจนเต็มอิ่มให้เดินทางลงมายังถนนจนพบกับอ่างเก็บน้ำห้วยขมิ้นเติมเต็มด้วยสายน้ำอันแสนสงบ ซึ่งอาจจะแวะอุดหนุนของพื้นถิ่นที่มีชาวบ้านในละแวกนั้นออกมาวางขายยังตลาดชุมชนบ้านสุขสมบูรณ์ รวมถึงมีโฮมสเตย์ใกล้แถวนั้นคอยให้บริการด้วย 

ซึ่งอ่างเก็บน้ำนี้ก็กินพื้นที่ยาวไปจนถึงอีกพื้นที่หนึ่งที่ผู้ที่หลงใหลในกลิ่นและรสชาติของกาแฟก็ไม่ควรพลาดนั่นคือ โรงคั่วกาแฟ ซึ่งตรงนี้ควรสังเกตให้ดีเพราะเป็นป้ายไม้เล็ก ๆ และเป็นทางลูกรังเข้าไป แต่เชื่อเถอะว่าพอคุณเดินทางเข้าไปถึงภายในแล้วล่ะก็ คงอดใจไม่ไหวที่จะถ่ายรูปในสถานที่แห่งนี้เชียวล่ะ เพราะนอกจากพื้นที่จะตกแต่งสวยงาม มีโฮมสเตย์รองรับแล้ว พื้นที่ที่ยื่นออกไปในน้ำที่เป็นจุดนั่งดื่มกาแฟจะส่งต่อความสดชื่นให้คุณได้เติมพลังกันแบบเต็มปอดเลยทีเดียว 

แต่ถ้าคุณไม่ได้นิยมกาแฟสักเท่าไหร่ และมีความหลงใหลในสไตล์ญี่ปุ่นให้ลองแวะไปที่ฟาร์มรักจัง ที่สรรค์สร้างผลิตภัณฑ์เมล่อนเติมความสดชื่นให้กับคุณได้เป็นอย่างดี ผสมผสานการจัดแต่งในแบบเมืองซามูไรให้คุณได้เช็คอินถ่ายรูปกันเสมือนอยู่ในประเทศญี่ปุ่นกลาย ๆ เลยทีเดียว เหมือนกับจำลองความเป็นญี่ปุ่นมาอยู่ที่บ้านไทยสามัคคี 


อุทยานแห่งชาติทับลาน

ผาเก็บตะวันที่ผู้มาเยือนต้องมาแวะถ่ายรูปกันสักหน่อย

ลานกว้างตลาดชุมชน

ใต้ร่มเงาไม้ของอ่างเก็บน้ำห้วยขมิ้น

คอกาแฟต้องไม่พลาดที่นี่ โรงคั่วกาแฟ

นั่งชิลแบบคอกาแฟต้องมาเลยจริง ๆ 

รักจังฟาร์มเมล่อน กับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณื น่าแวะเวียนมาถ่ายรูป

เสาโทริอิสีแดงก็มี ญี่ปุ่นแห่งบ้านไทยสามัคคี

เติมพลังด้วยความหอมหวานของเมล่อน

ล่องเรือชมทุ่งบัวแดง ผ่อนคลายสไตล์วิถีชาวบ้านแห่งละหานลูกนก 
นอกจากความสวยงามและพื้นที่สีเขียวอันอุดมสมบูรณ์แล้ว นครราชสีมายังมีความสดใสที่รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่อีกที่อำเภอบ้านเหลื่อม ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อที่ติดกับพื้นที่ทางไปจังหวัดชัยภูมิ บนอาณาเขตของละหานลูกนกที่ครอบคลุม 2 จังหวัดนี้ และที่นี่เองก็คือไฮไลท์ที่หลายคนต้องลองมาสัมผัสกับ “ทุ่งบัวแดง” ที่จะมาเติมความสดใสในวิถีแห่งธรรมชาติ 

และยิ่งถ้าหากคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเงียบสงบอันแสนร่มรื่น การมาเยือนและล่องเรือทุ่งบัวแดงจะช่วยให้คุณผ่อนคลายไปได้ รวมถึงยังมีโฮมสเตย์ริมน้ำที่จะช่วยหยุดเวลาอันแสนรวดเร็วของสังคมเมืงให้ช้าลงและได้ดื่มด่ำท่ามกลางธรรมชาติ 

หรือจะปลีกวิเวกด้วยการขึ้นเรือข้ามไปกางเต็นท์บนเกาะมะขาม เกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนละหานลูกนกท่ามกลางธรรมชาติก็ดีไม่หยอก   


หน้าทางเข้าบ้านดอนเปล้า

จุดเช็คอินด้านหน้า

ศาลารับรองนักท่องเที่ยว

มาเยือนที่นี่ต้องมีเช็คอินกันบ้าง

เกาะมะขามที่ทุ่งบัวแดงสามารถนำเต็นท์ไปกางได้

เรือพายเมื่อออกจากฝั่ง จะเห็นบัวแดงลอยอยู่มากมาย รอดอกที่กำลังเติบโตอีกเพียบ

บนเกาะมะขามที่อากาศดีมากแม้ในเวลาเที่ยงวัน

นกอีโก้ง นกเจ้าถิ่นออกหากินบนจอกแหน

โฮมสเตย์ที่ผ่อนคลายเรียบง่ายที่ทุ่งบัวแดง

ดูแหล่งผลิตผ้าไหมรางวัล บ้านแฝก-โนนสำราญ
แต่ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการสวมใส่ผ้าไหม หรือความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย บ้านแฝก-โนนสำราญ แห่งตำบลสามเมืองที่กำลังจะออกไปทางจังหวัดขอนแก่นบนถนนมิตรภาพก็เป็นอีกจุดที่คุณควรแวะเวียน ซึ่งตามทางคุณจะได้เห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวนาและอยู่กันอย่างพอเพียง 

กระทั่งมาจนถึงไฮไลท์ของชุมชนนี้คือ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านแฝก-โนนสำราญ ที่คุณจะได้เรียนรู้และเข้าใจถึงขั้นตอนการผลิตผ้าไหม รวมถึงเสื้อผ้าต่าง ๆ ในทุกกระบวนการผลิตกันเลยทีเดียว ตั้งแต่การเพาะหนอนไหมและนำเส้นใยมาถักทอเป็นเส้นไหมสีเหลืองทองเพื่อให้ได้วัตถุดิบจากธรรมชาติอันน่าทึ่ง ก่อนจะนำไปสู่การผลิตในโรงทอ ซึ่งชุมชนแห่งนี้นับเป็นอีกชุมชนที่ยึดอาชีพนี้และมีรางวัลมากมายเต็มตู้ รวมถึงรางวัลพระราชทานต่าง ๆ ทำให้จังหวัดบ้านใกล้เรือนเคียงหรือผู้ที่ต้องการใช้ผ้าไหมมักจะมาใช้บริการของที่นี่ไม่ขาดสาย 

นอกจากจะเป็นแหล่งทอผ้าไหมที่มีชื่อเสียง การท่องเที่ยวในชุมชนยังผลักดันให้คนในชุมชนอนุรักษ์บ้านสมัยโบราณร่วม 100 ปีเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านในอดีตในการสร้างบ้าน ซึ่งนับเป็นโครงสร้างที่ปัจจุบันหาดูได้ยากเต็มที



กระบวนการปั่นเส้นไหม

ไหมที่เตรียมเข้าสู่การปั่นเส้นใย

ต้มไหมและปั่นใย
ทอผ้าและทำสี เพิ่มลวดลายต่าง ๆ 

วันดอนเปล้า ศูนย์รวมชุมชนตามวิถี

โฮมสเตย์แสนเรียบง่าย ได้กลิ่นไอท้องถิ่น

บ้านโบราณ 100 ปีที่ยังคงอนุรักษ์ไว้


โชว์รูมศูนย์ทอผ้าไหมของชุมชน มีลวดลายเพื่อศึกษา และเพื่อรับออเดอร์ในการสร้างรายได้เข้าชุมชน

รูปที่มีทุกบ้าน ความประณีตที่ถักทอพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จากผ้าไหม

*เกร็ดเล็กน้อยก่อนแพ็คกระเป๋า 
- ถนนหนทางในพื้นที่วังน้ำเขียว ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการก่อสร้างเพื่อขยายถนน ซึ่งควรระมัดระวังในการเดินทางสัญจร 
- ทุ่งบัวแดงแห่งบ้านดอนเปล้า ละหานลูกนกอาจมีบางช่วงที่บัวแดงอาจยังไม่บาน เนื่องจากถูกจอกแหนเคลื่อนทับ
- ทุ่งบัวแดงจะมีกลุ่มนกอพยพมาเยี่ยมเยียนในช่วงฤดูหนาว 
- การเดินทางในชุมชนบ้านแฝก-โนนสำราญ ควรระมัดระวังเรื่องการขับรถเร็ว เนื่องจากบริเวณชุมชนอาจมีการตากข้าวหลังจากเก็บเกี่ยว 




วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โบโลเว่น อย่าไป!!! แค่เดินป่า ต้อง Zipline ด้วย



ทริปนี้เดินทางออกต่างประเทศแต่ไม่ได้ไปไหนไกลนะครับไปแค่ประเทศเพื่อนบ้านเรา คือ สปป.ลาว โดยใช้เวลาในทริปนี้รวมทั้งหมด 5 วัน 4 คืน โดยจะนอนในปากเซ 2 คืน และนอนบ้านต้นไม้ในป่าที่ราบสูงโบโลเว่น 2 คืน 


ผมออกเดินทางจาก ดอนเมืองมุ่งตรงลงอุบลฯ ถึงอุบลฯประมาณ 8.50 น. เหมาแท็กซี่จากสนามบิน 1,000 ไป ด่านช่องเม็ก ระยะทางจากสนามบินไปด่านช่องเม็กประมาณ 96 กิโลเมตร แต่ถ้าใครไม่อยากเหมาก็สามารถไปสถานีขนส่งเพื่อขึ้นรถทัวร์ไปก็ได้ครับ แต่ข้อดีของการเหมารถคือ สามารถแวะได้ตลอดทางคนขับรถใจดี (พ่อใหญ่ 085-4185161) แวะและพาไปทุกที่ครับ 





หลังจากลงรถก็เดินไปที่ด่านตรวจคนออกเมืองจากนั้นเดินลงบันไดลอดอุโมงค์ไปโผล่ฝั่ง สปป.ลาว ระหว่างเดินลงอุโมงค์จะมีคนมาขายซิมโทรศัพท์ อันละ 100 บาท เล่นเน็ตได้ 7 วัน แต่สามารถต่อราคาได้นะครับ เพราะสุดท้ายผมได้มาอันละ 80 บาท พอโผล่ไปอีกฝั่งจะมีคนเข้ามาประกบให้เหมารถไปปากเซ จะเปิดราคาอยู่ที่ประมาณ 800 - 1,200 บาท แต่เรทราคาเหมาปรกติจะอยู่ที่ประมาณ 500 บาท ถ้าเกินแนะนำว่าอย่าไปครับ 


ตรวจเข้าเมืองฝั่ง สปป.ลาว เราจะเสียค่าธรรมเนียม 20,000 กีบ แนะนำว่าให้แลกเงินกีบก่อนครับ 

ผมและเพื่อนเหมารถไปปากเซ 500 บาทและพาไปส่งถึงที่พัก โรงแรมพี่ดาว ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงนิดๆ ที่เลือกโรงแรมนี้เพราะว่าอยู่ใจกลางย่านนักท่องเที่ยวมากที่สุดครับ ส่วนราคาที่พักก็สองพันต้นๆไม่รวมอาหารเช้าครับ หลังจากที่เช็คอินเรียบร้อยก็เอนกายลงนอนหนีอากาศร้อนและชาร์ตพลังไว้ออกไปเดินเล่นในเมืองปากเซ






แดดเริ่มอ่อนออกไปเดินเล่นถ่ายรูปหาของกินที่ริมน้ำโขงแถวที่พักและในปากเซจะมีตึกเก่าอายุกว่าร้อยปีเยอะมาก เหมาะกับการถ่ายภาพ ส่วนอาหารไม่ได้ทำข้อมูลมาครับเลยเดินเลาะแม่น้ำไปเรื่อยๆเห็นมีร้านที่เป็นแพลอยน้ำบรรยากาศดีก็แวะกินเลยครับ ส่วนขากลับแวะกินไส้กรอกทอดริมทางซึ่งเป็นที่นิยมของคนปากเซ 









เช้าวันต่อมา ตื่นเข้ากินก๋วยเตี๋ยวแล้วพร้อมมุ่งหน้าสู่การผจญภัย






8.30 น.มีเจ้าหน้าที่มารับที่โรงแรมแล้วพาเดินไปที่สำนักงาน เพราะอยู่ไม่ห่างกันมากจากที่พัก หลังจากชำระเงินส่วนที่เหลือก็ฝากกระเป๋าส่วนหนึ่งไว้ที่สำนักงาน แล้วนั่งรถประมาณ 2ชั่วโมง เพื่อไปหมู่บ้านซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อเตรียมตัวเดินเข้าป่า 






ทางเดินช่วงแรก เดินตามถนนในหมู่บ้านเป็นทางดินแดง ผ่านไร่กาแฟเดินเท้าประมาณครึ่งชั่วโมงจะถึงด่านแรกเป็นสลิงเส้นเดี่ยวที่จะต้องเกี่ยวแล้วเดินข้ามน้ำ ความยาวพอสนุกประมาณสักสิบกว่าเมตร 







หลังจากเดินข้ามกันครบทุกคนไกด์ก็เตรียมหาใบตองมารองอาหารแล้วจัดแจงเทลงบนใบตอง เมนูมี เนื้อแดดเดียว น้ำพริก หมกปลา ผักดอง ข้าวเหนียว 






จากนั้นเดินตามไร่กาแฟและเข้าป่าอีกประมาณ 50นาที ทางค่อนข้างชันถึงชันมาก และจะถึงจุดแวะพักที่น้ำตก จากนั้นเดินข้ามสะพานไม้แขวน ตรงนี้บอกการใช้อุปกรณ์และเส้นทางโดยรวมว่าวันนี้จะโหนทั้งหมด 11เส้น แนวดึ่งอีก 3 ไม่รวมสะพานไม้สะพานเชือกที่ต้องผ่านอีกประมาณ 3 เส้น 











ความสนุกเริ่มขึ้นตั้งแต่ซิปไลน์เส้นแรก ผ่านต้นไม้ ผ่านน้ำตกสลับกันไป มีบางจุดต้องเดินเท้าบ้างเพื่อไปเชื่อมกับซิปไลน์เส้นต่อไป 











หลังจากผ่านมาทั้งหมด 11 เส้น ต้องเดินเท้าต่ออีกสักระยะเพื่อเข้าไปยังจุที่พักและเมื่อเดินมาถึง จนท อธิบายส่วนต่างๆว่ากินข้าวประมาณ อาหารเย็น 6.30น. มื้อเช้า 8.30น.  ไฟฟ้ามา 6 โมงถึงสามทุ่ม  ห้องน้ำห้องอาบน้ำอยู่ตรงไหน

บรรยากาศของที่นี่สงบสวยงาม เสียงน้ำตกดังตลอดเวลา อากาศสดชื่น ที่นี่มีน้ำร้อน ชา กาแฟ ให้ได้จิบตลอดเวลาและมีเครื่องดื่มเบยลาวขายด้วย ส่วนความเย็นของเบยลาวจะเย็นเท่าอุณหภูมิน้ำตกนะครับ เพราะไม่มีน้ำแข็ง











มื้อเย็นเย็นแรกของทริปนี้ เป็นอาหารง่ายๆปุฟเฟ่ต์ มีซุปมันฝรั่ง ผัดไก่และอะไรอีกสักอย่างที่คล้ายๆก๋วยเตี๋ยวลุยสวน เมื่อกินมื้อเย็นเสร็จ ก็โหนซิปไลน์เข้าที่พัก ที่พักบนต้นไม้มีห้องน้ำในตัวเป็นชักโครก เรานอนแบบกางมุ้งมีที่นอนและถุงนอน อากาศเย็นสบายแต่แมลงจะเยอะหน่อย

เช้าวันใหม่ตื่นมาพร้อมความสดชื่นหมอกลงอากาศเย็นสัก 20 องศา หลังล้างหน้าแปรงฟันก็แต่งชุดซิปไลน์มาจัดมื้อเช้า เช้านี้มีขนมปังฝรั่งเศษ เนย ไข่ แตงโม ชา กาแฟ เรื่องวิวเกินบรรยายเพราะฉากหลังเป็นน้ำตกตาดขมึดอันอลังการ











วันที่2ของทริปนี้ เราจะซิปไลน์กันประมาณ 11 เส้น และมีจุดพักให้ได้เล่นน้ำตกด้วย วันนี้ซิปไลน์ เส้นแรกต้องเดินเท้านิดหน่อย หลังจากที่เล่นมาประมาณ 7เส้น ก็ถอดชุดเซฟตี้แล้วเดินเท้าประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อไปดูน้ำตก ทางเดินค่อนข้างชันผ่านป่าชื้นและป่าไผ่ สุดท้ายเดินลัดเลาะผ่านผาหินแล้วเห็นความสวยงามของน้ำตก บริเวณนี้เรามีเวลาได้นั่งชมนั่งถ่ายรูปอยู่สักพัก จากนั้นก็เดินกลับเพื่อซิปไลน์ไปกินข้าวที่น้ำตกอีกแห่ง 


หลังจากซิปไลน์มาก็ถอดชุดแล้วเดินประมาณ 10นาที ถึงน้ำตกที่เป็นลานหิน น้ำตกนี้สามารถเล่นน้ำได้ แต่ด้วยความหิวเลยขอกินข้าวกันก่อน มื้อนี้มีกุนเชียง ซี่โครงหมูย่าง น้ำพริก ข้าวเนียว ระหว่างที่เรากินข้าว พี่ไกด์ก็เดินหายไปทางธารน้ำ 1 คนพร้อมคันเบ็ด 1 คัน ระหว่างนั้นเราก็กินข้าวชมน้ำตกไปเพลินๆ แล้วก็เล่นน้ำ น้ำตกเย็นมาก รอบๆน้ำตกมีดอกไม้หลายชนิด 






เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั้วโมงไกด์ก็เดินกลับมา พร้อมปลาพวงใหญ่ที่มีประมาณเกือบสิบตัว พี่เขาบอกว่าทั้งหมดนี้ใช้ปูตกมา3ตัว แล้วบอกว่าเดี๋ยววันนี้จะทำก้อนปลาให้กิน แล้วเราก็เดินกลับมาแต่ตัวแล้วเดินเท้าเพื่อไปซิปไลน์ต่อ จุดนี้เดินเท้าค่อนข้างนานและทางชันเล่นเอาเกือบหมดแรง  ซิปไลน์เส้นนี้ จะต่อด้วยคาโนปี้(สะพานเชือก)แล้วซิปไลน์แล้วคาโนปี้แล้วก็ซิปไลน์ จากนั้นก็เดินกลับที่ัพักระยะทางไม่ไกล








หลังจากนั่งพักผ่อนกันอยู่พักใหญ่พี่ไกด์ก็เอาปลาปิ้ง ซึ่งเป็นปลาที่เพิ่งตกได้มาให้ชิมกันก่อน และตามด้วยก้อยปลากับไทรกินใบเป็นผักแนม รสชาติจัดจ้านเผ็ดแต่อร่อย 

เมื่อเวลามื้อเย็นมาถึง วันนี้เป็นอาหารจัดชุดไม่เหมือนเย็นวันแรก เมนูซุป ลาบวัว บัวลอยฟักทอง(เหมือนบวชฟักทอง) เย็นนี้อาหารมีจืดและมีจัด รสชาติอาหารสำหรับผมอร่อยครับ และถึงเวลาเข้าบ้านต้นไม้



เช้าวันที่สามของทริป เมื่อคืนฝนตก เช้านี้มีทะเลหมอกให้พอได้เห็นล้างหน้าแปรงฟันแล้วเตรียมตัวเก็บของลงจากบ้านต้นไม้แล้วไปกินมื้อเช้า เช้านี้เมนูข้าวต้มไข่ ขนมปัง เนย ไข่ดาว กาแฟ แตงโม ส่วนวิวยังคงสวยงามและมีความชิลเช่นเดิม





อิ่มท้องแล้วก็เตรียมตัวแต่งชุดแล้วออกเดิน วันนี้มีซิปไลน์ให้เล่นเบาๆ 3 เส้น แต่ความมันส์อยู่ที่ต้องไต่หน้าผาที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร ว่าแล้วเราเดินเท้าขึ้นเขาไม่นานไกด์ก็บอกให้วางของก่อนแล้วออกไปซิปไลน์ วิวซิปไลน์ยังคงเป็นวิวน้ำตก หลังจากนั้นก็วนกลับมาที่เดิมเพื่อเอาของแล้วเดินเท้าไปจุดปีนผา ซึ่งเป็นเหมือนไฟต์บังคับว่าคนที่มาที่นี่ต้องปีนทุกคนเนื่องจากเป็นทางเดินกลับ หน้าผาชันตั้งฉาก 90 องศา มีเหล็กที่ยึดไว้ให้ได้เหยียบปีน








หลังจากผ่านจุดปีนผาเราก็เดินมาที่ยอดน้ำตกตามขมึด เพื่อแวะกินข้าวมื้อเที่ยงบนยอดน้ำตกก่อนที่จะต้องเดินเท้าต่อเพื่อไปยังจุดที่เราเตรียมตัวก่อนที่จะเข้าป่าแห่งนี้







หลังจากที่อยู่ในป่ามาสามวันสองคืน บนที่ราบสูงโบโลเว่น ต้องขอชมการจัดการของที่นี่ครับว่ามีการจัดการที่ดีมาก ทั้งจำนวนผู้เข้าเล่นซิปไลน์ ผู้พัก อาหาร ห้องน้ำ ไกด์ รวมๆทุกอย่างแล้วที่นี่มีความมันส์ สนุก อบอุ่น แบบลงตัวครับ ขอแนะนำเลยว่าให้มาแล้วเล่นให้ครบ คุ้มค่าเงินที่จ่ายอย่างแน่นอน