เดินป่า ปีนหิน มุดถ้ำ ลอยคอ กระโดดน้ำตก ที่ ลำคลองงู
ทริปนี้เป็นทริปสั้นๆ สองวันสองคืน เพราะว่าผมออกเดินทางตอนกลางคืนจากรังสิต เวลาประมาณ สองทุ่มครึ่ง มุ่งหน้าสู่กาญจนบุรี ใช้เส้นทางหนีรถติด คือ ปทุมธานี บางเลน กำแพงแสน พนมทวน ผ่านกาญจนบุรี มุ่งหน้าสู่ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ลง.1 เขาพระอินทร์
ออกเดินทาง สองทุ่มครึ่ง ถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ลง.1 เขาพระอินทร์ ประมาณตีสอง ก็เริ่มกางเต้นท์นอนเพื่อพักเอาแรงกันก่อน แต่ช่วงเช้ามือของวันรุ่งขึ้นกลางเดือนเมษายน เชื่อไหมครับว่านอนหนาวอยู่ในเต้นท์เพราะอากาศเย็น
เช้าวันแรก เราเติมพลังที่ร้านอาหารสวัสดิการซึ่งจองไว้ทั้งหมด 5 มื้อ และมื้อนี้เป็นอาหารง่ายๆไม่ยาก อย่างผัดผัก ไข่เจียว ต้มยำไก่ ไก่ผัดพริก มีขนมปัง กาแฟ โอวัลติน มื้อแรกค่อนข้างหนักเพราะว่าเราต้องลุยกันทั้งวัน
ได้เวลาเดินทางก็คว้าเสื้อชูชีพ ขึ้นรถเจ้าหน้าที่แล้วไปยังจุดเดิน อ่อลืมบอกครับ สัญญาณโทรศัพท์บริเวณหน่วยฯไม่มีนะครับ แต่ระหว่างนั่งรถไปจุดเดินจะมีสัญญาณเป็นบางช่วง ซึ่งเรานั่งรถประมาณ 30นาทีก็ถึงจุดเริ่มต้นเดินเท้า
จากจุดเดินเท้า ทางช่วงแรกเดินง่ายๆเป็นป่าไผ่ แต่หลังจากที่เดินมาได้สักชั่วโมงกว่าๆจะเป็นทางลงเขาที่เต็มไปด้วยหินต้องระวังอย่างเต็มที่เพราะถ้าพลาดอย่างน้อยๆต้องมีช้ำแน่นอน เพื่อนร่วม ทริปบางคนมีท้อครับแต่ก็เดินต่อเพราะได้ยินเสียงน้ำตกอยู่ไกลๆ
ถึงแล้วจุดพักกินข้าวริมน้ำตก แต่ก่อนที่จะกินมื้อเที่ยงขอนั่งพักแล้วกระโดดน้ำตกคลายร้อนกันก่อน มื้อนี้ทางร้านสวัสดิการเตรียมกระเพราไข่ต้มใส่ถุงมาให้ แต่สุดท้ายยังไม่ได้กินขอเข้า ถ้ำเสาหิน ก่อน
ก่อนเข้าถ้ำเสาหิน ต้องเตรียมตัวเช็คไฟฉายคาดหัว เสื้อชูชีพ ให้พร้อม เพราะด้านในเขาบอกว่ามืด จากจุดนั่งพักเดินไม่ไกลประมาณ 50 เมตรก็ถึงยังปากถ้ำ พอเดินเข้าไปเล็กน้อยยังมีแสงสว่างอยู่บ้าง เจ้าหน้าที่จะแนะนำเป็นขั้นตอนแต่ละจุดว่าต้องทำอย่างไร เริ่มตั้งแต่การเปิดไฟฉายคาดหัว ว่าให้กดหัวไฟฉายต่ำๆแค่สะโพกคนหน้าเพื่อป้องกันแสงเข้าตาเพื่อน ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
หลังจากเดินเข้าในถ้ำก็มีเพียงแสงสว่างจากไฟฉายเท่านั้น เรากระโดดน้ำประมาณ 3 รอบ ลอยคอ ว่ายน้ำ อยู่สักพักก็ถึงเสาหินที่มีความสูงประมาณ 65 เมตร ภายในถ้ำนอกจากจะมีเสาหิน หินงอก หินย้อยแล้ว ยังมีปลาด้วย
เราใช้เวลาอยู่ตรงเสาหินประมาณครึ่งชั่วโมงก็เดินทางออกจากถ้ำ ขากลับหลังจากที่โผล่ออกมาจากถ้ำก็ต้องกระโดดน้ำอีกเช่นกันแล้วมานั่งเล่น กินข้าวมื้อบ่ายและเดินกลับยังจุดจอดรถ ซึ่งขากลับเดินขึ้นล้วนๆและจัดมื้อเย็นที่ร้านอาหารสวัสดิการกันต่อ ก่อนที่จะแยกย้ายไปอาบน้ำและมานั่งเล่นพูดคุยกัน
เช้าวันที่สองของการเดินทาง เช้านี้อาหารที่รอเราอยู่เป็นข้าวต้ม มีกับข้าวอีกสามอย่างพร้อมขนมปัง กาแฟ โอวัลติน เจ้าหน้าที่บอกว่าวันนี้เดินไม่มากเลยเป็นอาหารที่ไม่หนักเท่าไร เพราะที่หมายคือ ถ้ำนกนางแอ่น ที่ต้องลอยตัวและอยู่ในน้ำประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของการเดินเท้า
หลังจากอิ่มท้อง เจ้าหน้าที่ก็จัดแจงเรื่องเสื้อชูชีพให้เรียบร้อย เราก็แค่ขึ้นรถและนั่งไปยังจุดเดินเท้าเพื่อตะลุยถ้ำนกนางแอ่น จุดเด่นของการเดินทางนี้ต้องกระโดดน้ำตก 2 ครั้งใหญ่ๆที่ความสูง 7 เมตรและ11 เมตร ช่วงแรกของการเดินเท้าเป็นป่าไผ่และไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ ละลงลัดเลาะแนวหินสู่ปากทางเข้าถ้ำ ก่อนที่จะต้องมุดตัวเข้าไปในประตูทะลุมิติ
จากนั้นเดินลัดเลาะหินประมาณ 50 เมตรก็ถึงจุดกระโดดน้ำจุดแรก ที่มีความสูงประมาณ 7 เมตร ถือว่าเป็นการซ้อมก่อนกระโดด 11 เมตร หลังจากนั้นก็ลอยคอและเดินลัดเลาะหินไปเรื่อยๆเห็นหินงอกหินย้อยอยู่ภายในถ้ำขนาดใหญ่และมีลำธารลอดอยู่ภายในถ้ำ บางจุดเราต้องใช้เชือกช่วยในการบังคับทิศทางลอยตามน้ำ
เดินอยู่พักใหญ่ๆก็มาถึงไฮไลท์ของถ้ำ คือ เอเลี่ยน มือแม่นาค หัวงู ทั้งหมดคือรูปทรงของหินย้อยที่ธรรมชาติสร้างขึ้นผสมกับจินตนาการของเรา
ลำคลองงู ส่วนตัวผมถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มันส์ครบรส ตั้งแต่ เดินป่า ปีนหิน ลอยคอ กระโดดน้ำตก อยากให้ทุกคนลองมาสัมผัสแล้วจะจำแบบไม่ลืมแน่นอน
ติดตามการเดินทางได้ที่ www.facebook.com/alonetravel , www.facebook.com/meesookde
เขาคิชฌกูฏ สวรรค์ของนักแสวงบุญ ก่อนขึ้นต้องรู้
ถ้าจะพูดถึงการเดินทางแสวงบุญ หลายคนอาจนึกถึงต่างประเทศ อย่างประเทศอินเดีย แต่ถ้าเป็นในประเทศไทย ผมว่าหนึ่งที่ ที่นักแสวงบุญจะต้องนึกถึงคือ เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ที่เปิดเพียงปีละครั้งเท่านั้น ในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงปลายเดือนมีนาคม ในแต่ละปี อย่างปี 2559 นี้ มีการเลื่อนกำหนดมาเปิดช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์
การเดินทางแสวงบุญที่นี่เหมาะกับการขึ้นช่วงกลางคืนเพราะอากาศไม่ร้อน และสามารถทำบุญได้ทั้งวันทั้งคืน หรือ 24 ชั่วโมง สามารถขึ้นรถได้ 2 ที่คือ ที่วัดกะทิงและวัดพลวง
การขึ้นรถที่วัดพลวงจะต้องขึ้นรถ 2 ต่อ ค่าบริการต่อละ 50 บาท ขึ้นลงรวม 200 บาท บริเวณวัดพลวงมีของขายเยอะมากทั้งพลอยโรยพระพุทธบาท ดอกไม้ ธูป เทียน ถึงแม้กระทั่งของกิน แต่ด้านบนก็สามารถซื้อได้เนื่องจากมีขายตลอดการเดินทาง
การขึ้นรถที่วัดกะทิง จะขึ้นรถเพียงต่อเดียว ค่าบริการ 100 บาท ขึ้นลง รวม 200 บาท การเดินทางขึ้นเขาต้องใช้รถจากการจัดด้วยเจ้าหน้าที่เท่านั้น เพราะทางลาดชันและค่อนข้างอันตราย ต้องใช้ผู้ที่เชียวชาญที่ได้รับอนุญาต
รถทุกคันจะไปจอดที่ ลานพระศิวลี และจากจุดนี้ต้องเดินเท้าขึ้นไปยังรอยพระพุทธบาท แต่ทางช่วงนี้ยังถือว่าเดินขึ้นเขาได้ไม่ลำบาก เพราะมีการทำทางเดินบันไดเป็นช่วงๆ และระหว่างทางก็มีจุดไหว้พระอีกหลายจุด ถ้าแวะทำบุญไปเรื่อยๆก็ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมง จะถึงรอยพระพุทบาท ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่ทุกคนมากราบไหว้สักการะ แต่จุดมุ่งหมายของนักแสวงบุญส่วนหนึ่งจะต้องเดินทางต่อ ซึ่งทางจะเดินยากกว่าช่วงแรก ซึ่งที่หมายคือ ผ้าแดง
จุดสุดท้ายคือ สุดเขตแดนบุญผ้าแดง จะมีการเขียนคำอธิษฐานบนผ้าและผูกขอพร ซึ่งถ้าใครมาถึงจุดนี้ถือว่าสุดยอด ถึงสวรรค์ของนักแสวงบุญ
ขอแนะนำว่า การเดินทางควรขึ้นตอนเย็นหรือกลางคืน เพราะสภาพอากาศจะไม่ร้อนมาก ช่วงเวลาที่คนน้อยคือ วันธรรมดา ช่วง 3 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม
ขึ้นรถที่วัดกะทิง ขึ้นต่อเดียวไม่ต้องเปลี่ยนรถ คนไม่เยอะ ถ้าขึ้นรถที่วัดพลวงอาจจะต้องต่อคิวนานและขึ้นรถ 2 ต่อ
รองเท้าที่ใส่ควรเป็นผ้าใบหรือรัดส้น สำหรับคนที่ขี้ร้อนให้ติดน้ำไว้ด้วยถึงแม้จะมีขายตามจุดก็ตาม